ประเทศเรารับเอาวัฒนธรรมมาจากชนชาติ
อื่นจนเป็นเรื่องที่ดู "ปกติ" ไปแล้วสำหรับ
ตัวข้าพเจ้า
เพราะใครๆต่างพากัน "เลี่ยน" ไปกับกระแส
ดังกล่าวแต่ข้าพเจ้ายิ่งกลับรู้สึกเฉยๆ...
และบางคนที่ anti กระแสดังกล่าว ก็ดู
จะanti ไปแบบ เท่ห์ๆ เท่านั้นเองกระมัง
ข้าพเจ้ามองว่า คนที่ anti เป็นคนกลุ่มที่
"แตกต่าง" ไปจากกลุ่ม K-pop เป็น
กลุ่มวัยรุ่น ที่ "ดูเท่ห์" ใน formatแบบ
"วัฒนธรรมตะวันตก" รึเรียกอีกอย่างว่า "เด็กอังกฤษ"
และมีวิถีที่แตกต่างและจัดจ้าน ไปจากกลุ่ม k-pop
มาก ...
เป็นกลุ่มที่นิยมวิถีแบบ sex drung rock&roll
"มันก็ของคนอื่นเค้าเหมือนกันและหว่าา.." ข้าพเจ้าเสริม
เป็นกลุ่มคนที่บ้าเห่อกับวลี rock never die กันมาก
เป็นกลุ่มที่ดู "แตกต่าง" แบบใช้ความพยายาม โดยใช้เครื่องแต่ง
กายแบบเท่ห์ๆ ทั้ง ช.และ ญ.บวกกับมาดกวนๆ...
ในทางกลับกันข้าพเจ้ามองว่าทำไม?เราพากัน antiกับบวัฒนธรรม
แบบเอเชีย(k-pop) แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลยกับ "วัฒนธรรมแบบ
ตะวันตก"...รึมันแค่ดู "เท่ห์" กว่า...เท่านั้นเองรึ??????
***ข้าพเจ้าก็ยัง "เผิกเฉย" และชินชากับกระเเสทั้งหมดที่กล่าวไป
และยังรู้สึกว่ามันต่างกันแค่ "เครื่องแต่งกาย" เท่านั้นเอง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โพสต์ ไป บ่น ไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โพสต์ ไป บ่น ไป แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
Gneborg
Yuki - Sentimental Journey
ย้อนรำลึก ๖ ตุลา มาเป็นบทเรียนในวันนี้
(ในมุมมองของทหาร "ขวาจัด")

๖ ตุลา กำลังฮิต เลยขอพูดถึงสักหน่อย ช่วงนั้นผมอายุวัยหนุ่มน้อย เป็นทหาร ดังนั้นผมขวาจัดแน่นอน
(เหมือนคุณเรือรบ) แต่หลังจาก ๖ ตุลาผมกลายเป็นซ้ายจัดไปพักหนึ่ง เพราะสงสารนักศึกษามาก
(จากที่เคยเกลียดมาก ก็เหตุผลเดียวกับที่ท่านเรือรบเกลียดนั่นแหละ)
ในวันนั้นเพื่อนๆทหารของผมมามุงดูทีวีถ่ายทอดสดเหตุการณ์รอบๆและในธรรมศาสตร์กันเนืองแน่น
พอเห็นการไล่เตะ ไล่ถีบ นศ. แต่ละที ก็เฮกันลั่น และเฮดังที่สุดก็ตอนจับนั่งยาง ตอกอก ส่วนผมเฮไม่ออก
แม้ผมจะเกลียด “คอมมิวนิสต์” เพียงไร ผมก็ยังมีใจยุติธรรมพอที่จะไม่อยากให้ทำกันแบบเลือดตกยางออก
แบบนี้ ในที่สุด ตอนนั่งยาง ตอกอก ผมก็ทนไม่ไหว ต้องวิ่งหนีกลุ่มเพื่อนแอบไปร้องไห้คนเดียวอยู่ในห้องน้ำ
ที่ผมใจอ่อนเป็นปลาซิวแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าแฟนสาวของผมเธอเป็นนิสิตจุฬาปี 2 พอดี
เรียนรัฐศาสตร์เสียด้วย และเธอก็เอียงซ้าย เราวิวาทะทางการเมืองมาโดยตลอด เธอชอบเอาหนังสือการเมือง
ฝ่ายซ้ายมาให้ผมอ่านเสมอ ส่วนผมก็เอาการเมืองฝ่ายขวาให้เธออ่านบ้างเหมือนกัน เช่น อาถรรพ์สยาม และ
พลับพลามาลี (ของ รัตนะ ยาวะประภาษ)
ในขณะโน้นและในขณะนี้ก็ตามผมยังคิดว่าความผิดของรัฐบาลไทยและชนชั้นนำของไทยในช่วงนั้นคือ
1)ไปเหมาโหลว่า สังคมนิยมทุกชนิดคือคอมมิวนิสต์เหมือนกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย และแม้แต่คอมมิวนิสต์
ก็ยังมีหลายแบบ และแม้เขาจะนิยมคอมฯ โดยไม่ได้กระทำการรุนแรงอะไร มันก็น่าจะเป็นสิทธิในการเชื่อ
ทำไมต้องประณามและปิดกั้นด้วยเล่า
2)ผู้นำรัฐบาลและพลเมืองไทยส่วนใหญ่ขาดเมตตาธรรม ใช้ความรุนแรงเข้าว่า ทั้งที่เป็นเมืองพุทธ และพวกนี้
ก็ไม่ใช่ใครอื่น ลูกหลานเราแท้ๆ อาจ “หลงผิด” ไปบ้างก็ควรดึงเขากลับด้วยเมตตา
3)เราเป็นลิ่วล้อเมกามากไป ที่เราเกลียดคอมฯจัดนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการปลุกผีโดยเมกานั่นเอง แต่เชื่อไหม
ว่าในเมกานั้นผมมาทราบภายหลังที่ไปเรียนที่นั่น ทราบว่าเขามีพรรคคอมมิวนิสต์โดยถูกกฎหมาย และ เขาส่งคนลง
สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีมาทุกยุคสมัยอีกด้วย (เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นข่าว)
4)ปิดช่องทางการแสดงออกของพวกเขา แถมยังตั้งหน่วยงานขึ้นมาพิฆาต นี่ถ้าให้พวกเขามีช่องทางระบาย กล่าวคือ
ให้ตั้งพรรคการเมืองได้ ไม่มีกฎหมายคอมฯมาขวางกั้น (เหมือนเมกา) ก็คงหมดปัญหา เขาก็ตั้งมา มาสู้กันแบบเปิด
เผยซึ่งหน้า ดีเสียอีกจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เกลียดชัง ก็คงไม่มีใครเลือก ก็เฉาตายไปเอง
การไม่เปิดช่องให้เขาระบายแรงกดดันมันก็ระเบิดได้เสมอ ดังเช่นกรณีที่ทำกับสนธิที่ปลดรายการเขาออก เรื่องเล็กๆมัน
กลายเป็นชนวนโค่นล้มตนเองได้ ดังนั้นเราเรียนประวัติศาสตร์แล้วควรได้รับบทเรียน อย่าไปปิดกั้นการแสดงออกทาง
การเมืองเลยครับ ยิ่งลงใต้ดินยิ่งทวีพิษสงหลายเท่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้ก็กำลังจะทำผิดซ้ำรอยเดิมอีกเพียงแต่คนละ
บริบทเท่านั้นเอง ตอนนั้นขวาพิฆาตซ้าย ตอนนี้ ขวามากพิฆาตขวาน้อย
วลีที่ผมผูกไว้แต่วัยกระทง : คนที่อยู่ตรงกลางจะถูกมองด้วยคนที่อยู่ทางขวาว่าอยู่ทางซ้ายและในทางกลับกันก็ใช่
ผมยังเชื่อเสมอว่าระบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” ที่ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอไว้ (และดูเหมือนว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่
ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้คิดและจะทำ) คือระบบที่จะช่วยประคองโลกให้อยู่ได้อย่างมีความสุขที่ยั่งยืน แต่อนิจจา
ท่านปรีดี ก็โดนขวาสุดโต่งพิฆาต ใส่ความ (มุสาวาทา) จนต้องไปตายอยู่นอกแผ่นดินแม่
***อ้างอิงจาก
http://www.oknation.net/blog/twitty/2008/02/24/entry-2

๖ ตุลา กำลังฮิต เลยขอพูดถึงสักหน่อย ช่วงนั้นผมอายุวัยหนุ่มน้อย เป็นทหาร ดังนั้นผมขวาจัดแน่นอน
(เหมือนคุณเรือรบ) แต่หลังจาก ๖ ตุลาผมกลายเป็นซ้ายจัดไปพักหนึ่ง เพราะสงสารนักศึกษามาก
(จากที่เคยเกลียดมาก ก็เหตุผลเดียวกับที่ท่านเรือรบเกลียดนั่นแหละ)
ในวันนั้นเพื่อนๆทหารของผมมามุงดูทีวีถ่ายทอดสดเหตุการณ์รอบๆและในธรรมศาสตร์กันเนืองแน่น
พอเห็นการไล่เตะ ไล่ถีบ นศ. แต่ละที ก็เฮกันลั่น และเฮดังที่สุดก็ตอนจับนั่งยาง ตอกอก ส่วนผมเฮไม่ออก
แม้ผมจะเกลียด “คอมมิวนิสต์” เพียงไร ผมก็ยังมีใจยุติธรรมพอที่จะไม่อยากให้ทำกันแบบเลือดตกยางออก
แบบนี้ ในที่สุด ตอนนั่งยาง ตอกอก ผมก็ทนไม่ไหว ต้องวิ่งหนีกลุ่มเพื่อนแอบไปร้องไห้คนเดียวอยู่ในห้องน้ำ
ที่ผมใจอ่อนเป็นปลาซิวแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าแฟนสาวของผมเธอเป็นนิสิตจุฬาปี 2 พอดี
เรียนรัฐศาสตร์เสียด้วย และเธอก็เอียงซ้าย เราวิวาทะทางการเมืองมาโดยตลอด เธอชอบเอาหนังสือการเมือง
ฝ่ายซ้ายมาให้ผมอ่านเสมอ ส่วนผมก็เอาการเมืองฝ่ายขวาให้เธออ่านบ้างเหมือนกัน เช่น อาถรรพ์สยาม และ
พลับพลามาลี (ของ รัตนะ ยาวะประภาษ)
ในขณะโน้นและในขณะนี้ก็ตามผมยังคิดว่าความผิดของรัฐบาลไทยและชนชั้นนำของไทยในช่วงนั้นคือ
1)ไปเหมาโหลว่า สังคมนิยมทุกชนิดคือคอมมิวนิสต์เหมือนกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย และแม้แต่คอมมิวนิสต์
ก็ยังมีหลายแบบ และแม้เขาจะนิยมคอมฯ โดยไม่ได้กระทำการรุนแรงอะไร มันก็น่าจะเป็นสิทธิในการเชื่อ
ทำไมต้องประณามและปิดกั้นด้วยเล่า
2)ผู้นำรัฐบาลและพลเมืองไทยส่วนใหญ่ขาดเมตตาธรรม ใช้ความรุนแรงเข้าว่า ทั้งที่เป็นเมืองพุทธ และพวกนี้
ก็ไม่ใช่ใครอื่น ลูกหลานเราแท้ๆ อาจ “หลงผิด” ไปบ้างก็ควรดึงเขากลับด้วยเมตตา
3)เราเป็นลิ่วล้อเมกามากไป ที่เราเกลียดคอมฯจัดนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการปลุกผีโดยเมกานั่นเอง แต่เชื่อไหม
ว่าในเมกานั้นผมมาทราบภายหลังที่ไปเรียนที่นั่น ทราบว่าเขามีพรรคคอมมิวนิสต์โดยถูกกฎหมาย และ เขาส่งคนลง
สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีมาทุกยุคสมัยอีกด้วย (เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นข่าว)
4)ปิดช่องทางการแสดงออกของพวกเขา แถมยังตั้งหน่วยงานขึ้นมาพิฆาต นี่ถ้าให้พวกเขามีช่องทางระบาย กล่าวคือ
ให้ตั้งพรรคการเมืองได้ ไม่มีกฎหมายคอมฯมาขวางกั้น (เหมือนเมกา) ก็คงหมดปัญหา เขาก็ตั้งมา มาสู้กันแบบเปิด
เผยซึ่งหน้า ดีเสียอีกจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เกลียดชัง ก็คงไม่มีใครเลือก ก็เฉาตายไปเอง
การไม่เปิดช่องให้เขาระบายแรงกดดันมันก็ระเบิดได้เสมอ ดังเช่นกรณีที่ทำกับสนธิที่ปลดรายการเขาออก เรื่องเล็กๆมัน
กลายเป็นชนวนโค่นล้มตนเองได้ ดังนั้นเราเรียนประวัติศาสตร์แล้วควรได้รับบทเรียน อย่าไปปิดกั้นการแสดงออกทาง
การเมืองเลยครับ ยิ่งลงใต้ดินยิ่งทวีพิษสงหลายเท่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้ก็กำลังจะทำผิดซ้ำรอยเดิมอีกเพียงแต่คนละ
บริบทเท่านั้นเอง ตอนนั้นขวาพิฆาตซ้าย ตอนนี้ ขวามากพิฆาตขวาน้อย
วลีที่ผมผูกไว้แต่วัยกระทง : คนที่อยู่ตรงกลางจะถูกมองด้วยคนที่อยู่ทางขวาว่าอยู่ทางซ้ายและในทางกลับกันก็ใช่
ผมยังเชื่อเสมอว่าระบบ “ธรรมิกสังคมนิยม” ที่ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอไว้ (และดูเหมือนว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่
ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้คิดและจะทำ) คือระบบที่จะช่วยประคองโลกให้อยู่ได้อย่างมีความสุขที่ยั่งยืน แต่อนิจจา
ท่านปรีดี ก็โดนขวาสุดโต่งพิฆาต ใส่ความ (มุสาวาทา) จนต้องไปตายอยู่นอกแผ่นดินแม่
***อ้างอิงจาก
http://www.oknation.net/blog/twitty/2008/02/24/entry-2
Understanding Art For Geeks
วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2550
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
พรมแดนทดลอง / มุกหอม วงษ์เทศ

รหัสสินค้า: 000053
ปกติ 165.00 บาท
ราคาพิเศษ 140.00 บาท
ประหยัด 25.00 บาท
พิมพ์ครั้งแรก: พฤษภาคม 2548
โดย: มุกหอม วงษ์เทศ
รายละเอียด: รวมความเรียงคัดสรร 8 ชิ้นจากคอลัมน์ ennui ในนิตยสาร open และเพิ่มบทความพิเศษอีก 3 ชิ้นโดย มุกหอม วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บอกว่างานของเธอมีรสชาติอร่อยประหลาด “ทั้งขบกัด อำแอบ และแสบสี” ในขณะที่ ปราบดา หยุ่น ยกย่องให้เป็นตัวอย่างของคนเขียนบทความที่ดี “ซึ่งบ้านเรามีน้อยเต็มที”
"สำหรับข้าพเจ้าแล้ว kitsch ไม่ใช่รสนิยมของชนชั้นล่างเท่ากับรสนิยมแบบชนชั้นกลาง เพราะเพลงลูกทุ่งหรือนิยายประโลมโลกย์มีความเป็น popular culture หรือวัฒนธรรมประชานิยมที่ไม่เสแสร้งเท่ากับความบันเทิงของชนชั้นกลาง ในขณะที่การโชว์ศิลปวัตถุในบ้านเพื่อโอ้อวดฐานะและรสนิยม หรือบรรดาละครเพลงเชิดชูโน่นเชิดชูนี่อันเลิศหรูอลังการ เป็น kitsch เต็มรูปแบบ"
คัดลอกจาก http://www.onopenbooks.com/product.detail_0_th_609029#
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550
This Is England:หนังเหยียดผิวสไตล์ผู้ดีอังกฤษ

ข้าพเจ้าดูดีวีดีเรื่องนี้แบบโง่ๆ คือ ดูแบบ subsอังกฤษ
แต่ไม่เป็นไร พอรู้เรื่อง 555+
หนังว่าด้วยนโบายที่เสื่อมของ มากาเรตต์ แทชเชอร์ และเรื่องของพวกแก็งสเตอร์
และ เด็กน้อยผู้อยากเค้าร่วมแก็งค์เพื่อเป็นพวก skinhead แต่สุดท้าย
หัวหน้าแก็งค์ดันไปเมากัญชาและกระทืบเพื่อนผิวสีซะเละ เด็กน้อยจะทำอย่างไร
แล้วเค้าจะเลือกสิ่งไหน ระหว่าง
"ความเป็นอังกฤษเข้าเส้น"หรือ "ความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมประเทศ"
ไปหาาดูกันเอาเอง
กำกับโดย:Shane Meadows
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คลังบทความของบล็อก
ป้ายกำกับ
- โพสต์ ไป บ่น ไป
- Comdesign4
- Understanding






