แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comdesign4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comdesign4 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

DVD Cover

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปกดีวีดี นั้นเอง

"""""""CONFUSE""""""""

Comdesign4:micro-macro



ต้องการสื่อถึงชีวิตประจำวันของคนในปัจจุบันที่
เสพสื่อกันมากกว่า 2 ทาง ขึ้นไป ทั้งที่มาในรูป
แบบของ ภาพ และ เสียง มากมาย ต่างๆนาๆ...
ข้าพเจ้าเลยจำลองสถาการณ์เป็น สื่อที่มาจาก TV
และ เสียงที่ อาจจะมาจาก สื่ออื่นๆ ได้อีก...
เมื่อสื่อหลายๆ สื่อมารวมกัน ก็จะเกิดความ สับสน
บิดเบือน ไปจากเดิม โดยข้าพเจ้าไม่ได้จำกัดว่าผลของ
มันจะออกมาในรูปแบบใด เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าจะสื่อสาร
นั้น คือ "ความสับสน" มากกว่า>

***เพราะชีวิตในยุคปัจจุบันเราเสพสื่อได้ทุกรูปแบบ
ในเวลาเดียวกัน และ สื่อ ต่างๆก็ถาโถมมาใส่ประสาทสัมผัส
ของมนุษย์เรานั้นก็มากมายและเกินไปเกินควร.....
.........พากันชวนประสาท>

สับสน1(ลอง)



ก็ต้องการให้เกิดความ สับสน
ก็ พากัน สับสน ไปถ้วนหน้า
ห้าห้าห้า

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551

นาโนเทคโนโลยี:ยิ่งเล็ก ยิ่งใหญ่

หลักของเทคโนนาโน

การสร้างของขึ้นมาสักชิ้นนึงเนี่ย มันมีวิธีอยู่2แบบ
คือสร้างจากเล็กไปใหญ่กับจากใหญ่ไปเล็ก ซึ่งวิธีการสร้างของจากใหญ่ไปเล็ก
คือวิธีที่เราใช้กันมายาวนาน โดยยกตัวอย่างเช่น การแกะสลักรูปปั้นที่สร้างมาจาก
หินก้อนใหญ่ก้อนนึงแล้วค่อยๆแกะออกจนเป็นรูปเป็นร่าง

ส่วนวิธีสร้างของจากเล็กไปใหญ่ ก็คือวิธีการสร้างแบบนำสิ่งเล็กๆมาวางต่อกันจนเป็น
รูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าการต่อตัวต่อเลโก้น่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับวิธีนี้ที่เห็นภาพ
ค่อนข้างชัดเจน การสร้างของด้วยวิธีนี้จะมีความละเอียดมากกว่าการสร้างจากใหญ่ไปเล็ก
วิธีนี้ละครับที่เรียกว่านาโนเทคโนโลยี ซึ่งกำลังจะมีบทบาทสำคัญ เป็นอัศวินม้าขาวของโลก
เราในยุคนี้



***ในทัศนะของสรสิทธิ์

ยิ่งใหญ่ ยิ่งเล็ก

ยิ่งเล็ก ยิ่งใหญ่

ยิ่งยง...
บิ๊กจิ๋ว
คนโตตัวเล็ก
นาโนเล็กกว่าไมโครหมื่นเท่า
นาโนสลิอมมิ่งเบลท์
เข็มขัดลดหน้าท้องระดับนาโน
อีกหน่อยสมองเราก็คงเล็กลงๆ
9ร9...

micro-macro

แปลตามตัว คือ เล็ก-ใหญ่

แต่มันจะเป็นไปทางเรื่องของ เซลล์,โมเลกุล,อะตอม,นิวเคลียส
พอ! ข้าพเจ้าเข้าใจมันเท่านั้นพอ! เดี๋ยวจะ จมกับ คำ เกินไป
เล็ก-ใหญ่ เล็ก-ใหญ่ เล็ก-ใหญ่ เล็ก-ใหญ่ เล็ก-ใหญ่
ยักใหญ่ไย่ยักเย็ก HAHA

ข้าพเจ้าสนใจในความ เล็ก-ใหญ่ - ใหญ่-เล็ก รู้สึกว่ามันเป็น
อะไรที่กระตุ้นจิตใต้สำนึกไรบ้างอย่างต่อมนุษย์เราได้มาก ทั้งยัง
ส่งผลไปถึง อารมณ์,ความรู้สึก ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างพี่ไทย
เราง่ายๆ ที่มักจะมีสิ่งของอะไรๆที่ทำให้ ใหญ่ หรือ เล็ก จะเกินจริง
เช่น "ครกยักษ์ใหญ่ที่สู้ดดด ในโลก"HAHA แล้วมันจะตำกัน
ยังไง? หรือ "หนังสือเล่มเล็กที่สู้ดดดในโลก"แล้วมันจะต้องเพ่ง
อ่านกันไหมละเนี่ย HAHA อย่างตอนนี้บ้านเมืองเราก็กำลังจะมี

ท่านนายกที่ "จมูกใหญ่ที่สู้ดดในโลก"แต่ไม่รู้ว่าสมองเล็กรึเปล่า?

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2551

คลิป ROCK:ด้นสด 002



ต่อเนื่องจากคลิปที่แล้ว ชักเกิดอาการ "พริ้ว"..!
ขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนได้วอร์มร่างกายจากคลิปที่แล้ว
เริ่มคิดไรได้มากขึ้น จาก คลิป แรกที่ดู ดาดๆ ด้านๆ
เลยลองเปลี่ยนเป็นสี ขาว-ดำ เพื่อเพิ่มความดิบให้มัน
และลองใส่ backgroundเป็น texture
จากภาพนิ่งที่ถ่ายจาก จอ tvเพราะ เห็น effectที่
ไปด้วยกันได้กับตัวงาน และดูมีรายละเอียดมากขึ้นแม้จะ
เป็นสี ขาว-ดำ



***นั่งทำแบบกึ่งไร้จุดหมายประมาณ 20-30นาที
(ไมเวลามันนานขึ้น555+)

คลิป ROCK:ด้นสด 001



นี่ เป็น คลิปวิดิโอ ที่ เกิดจากการ นั่งเล่นหน้าคอม
แบบ แอบเตรียมพร้อมทำอะไร สักอย่าง..??
ข้าพเจ้าเห็นมันน่าสนใจดี แต่ในตอนแรกมันเป็น
ภาพ นิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายเก็บไว้จาก นิตยสาร เห็นว่า
font คำว่า rock มันดูเท่ๆ ดี และลองนำ
มาปรับแต่ง ซ้อน layer ในโฟโต้ชอป7.0
และเห็นเอฟเฟคที่เกิดจากการเหลื่อมกันของlayer
เลยคิดต่อว่า ถ้ามันเป็น สื่อแบบ visualที่เคลื่อนไหว
มันคงน่าสนใจดี

***นั่งทำแบบไร้จุดหมายประมาณ 10-15นาที
(จากพื้นฐานความรู้วิชา โมชั่นกราฟฟิก ที่ซึมซับมาได้น้อย)

แถลงการณ์ 2551

ก่อนอื่นขอกล่าว "สวัสดีปีใหม่ มีความสุขให้สุด"



หลังจากที่ได้ทำการ คลุกคลีแบบขลุกกขลิก และคลุกเคล้า จนได้งานแบบ
"ด้นสน(มั่ว?)"มาเป็นอะไรสักกะอย่างที่ยัง งุนงงงวย และ จับทางไม่ถูก
เพราะมัวพะวงกับ เอ4 500แผ่น!(เผ่น)
ที่ อ.ได้ พยายามกำชับ HAHA

"เมื่อเรายังมองไม่เห็น อนาคต เราควรรำลึกถึง อดีต "

ข้าพเจ้ากลับไปมองถึงการทำงานเก่าๆที่ผ่านมา และได้ พบว่า...
ว่า...มันก็ผ่านกระบวนการ"ด้นสด"ในแบบของมัน(ข้าพเจ้า)
ไม่มาก ก็ น้อย ส่วนใหญ่ จะมาก 555+ บางครั้ง เรียกได้ว่า "เผา"
แต่มันก็ ประสบความสำเร็จ ในแบบที่ข้าพเจ้า พอใจ กับมัน(more)
ในระดับนึง อาจจะเป็น ลักษณะที่ไม่น่าชื่นชมนัก ที่งาน มันอาจะไม่ได้
ผ่านกระบวนการคิดที่สมบูรณ์ ครบถ้วนกระบวนท่าในแบบที่ อ.ต้องการ
แต่มันอาจจะกลายเป็น styleในการทำงานของ ข้าพเจ้าไปแล้วก็เป็นได้
แต่เป็นไม่ดี 555+ นั่นซี (มนุษย์มักจะเข้าข้างตัวเอง)

ณ เวลานี้ ข้าพเจ้า ก็ยังมองสิ่งที่ตัวเองทำไม่ออก ว่ามันจะเป็นไปในทิศทางไหน
ดูๆ ไปแล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างกับสิ่งที่เคยพบเห็นมาเท่าไหร่ และสิ่งที่ข้าพเจ้ากังวล
มากเอาการ คือ กลัวว่ามันจะออกมาแบบ "มั่วๆ" นั้นแล...

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550

กฎแห่งความเงียบเชียบ 10ข้อ:สรสิทธิ์ฯ

01. ..........

02. .........

03. ........

04. .......

05. ......

06. .....

07. ....

08. ...

09. ..

10. .

Field Music - In Context



MV เพลงนี้เป็นวิดิโอประเภทที่ต้องตั้งใจดูตั้งแต่แรกจนจบ
มือที่เห้นในวิดิโอเป็นของตากล้อง ชื่อ Chris Fenner
ผู้เป็นเพื่อนกับผู้กำกับ Dan Lowe ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย
Dan ออกแบบภาพที่เราเห็นในตอนจบด้วยภาพที่ได้จาก internet
และไอเดียที่เขาได้จากวงดนตรีเอง ดังนั้น หลังจากที่ซ้อมและซ้อมเล่าอีกทั้งวัน
Chris ก็ลงมือวาด และน่าจะวาดเสร็จในเทคเดียวถ้าปากกาไม่หมึกหมด
ไปเสียก่อน การวาดภาพใช้เวลา 27นาที และเมื่อถ่ายเสร็จ Chrisก็ถึงกับ
ตะคริวกินมือจนแทบขยับไม่ได้เลย

ผู้กำกับ:Dan Lowe
สตูดิโอ:Partizan,London
ตัดต่อ:Dan Lowe
โพสต์โปรดั่กชั่น:Dan Lowe
ค่ายเพลง:Memphis Industries,London

***อ้างอิงจาก:เอกสารประกอบงาน antenna uk04 แจกฟรีในงาน

ในทัศนะของ สรสิทธิ์ฯ

MV ตัวนี้ข้าพเจ้าเคยได้ไปดูที่งาน antenna uk04 เมื่อปีที่แล้ว
ในความคิดของข้าพเจ้าวิธีการที่เห็นใน mv ตัวนี้ ก็นับได้ว่าเป็นวิธีการด้นสด
เพราะได้มีการตระเตรียมซ้อมมาล่วงหน้า และได้มาแสดง(วาด)จริงต่อหน้าวิดิโอ
โดยที่ไม่ได้มีกาารตัดต่อ หรือ ใช้สริง ช่วยใดใด ...ฮามะ

***อ้างอิงจาก:สรสิทธิ์ฯ

ด้นสดกับการออกแบบ???:ทัศนะของ สรสิทธิ์ฯ

ณ เวลานี้ ข้าพเจ้ากลับมาคิดถึงแนวทางของตนเองแล้ว...ไงดีจ๊ะ จะนำมันมาทำงานออกแบยังไง?"ความสับสนกับมนุษย์"เป็นของคู่กัน(ไม่น่าเลย)ห-แ-ง แหละ!!!เพราะงานออกแบบ มี ปัจจัยที่ต่างจากการเล่นดนตรี อยู่แล้นน!!! แต่ก็ใช้ว่าจะไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กันได้ซะเมื่อไหร่ เพราะยุคสมัยหลังสมัยใหม่เราอ้างได้เสมอ HAHA กร้ากกกๆ!!!

ดนตรีมีเงื่อนไขของเวลา และ การแสดงสดเป็นสิ่งที่นักดนตรีสามารถถ่ายทอดไปถึงผู้ชมได้ โดยที่สามารถอิ่มเอมทางความรู้สึกกันไปได้ทั้ง2ฝ่าย

งานออกแบบมีเงื่อนไขของเวลาเหมือนกัน แต่จะเป็นไปในขั้นตอนของการขัดเกลา,ปรับปรุง,เพิ่มเติมฯกะตัวงาน ซึ่งขั้นตอนเหล่านั้นจะอยู่เบื้องหลังผลสำเร็จของตัวงาน และ สิ่งที่ได้ผ่านการขัดเกลาและออกมาสู่สายตาผู้ชมนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิดกับตัวผู้ชมเองโดยที่นักออกแบบไม่สามรถที่จะมายืนอธิบายอะไรได้

นิยามใหม่ " Improvisation " ( ตอนที่ 8 )

จากการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ระหว่างเรากับผู้ชี้ทาง ทำให้เราทั้งคู่ต่างนับถือกันเป็นอาจารย์
เราได้แนวคิดใหม่ๆจากเขาเยอะมาก จนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาพึ่งจบปริญญา สิ่งนี้ทำให้เรานึก
เสียดายเวลาที่ผ่านมา แต่เวลาที่เหลืออยู่ก็สามารถทำให้มันมีค่าได้ ถ้าเรารู้จักหยุดพิจารณาสิ่งที่
ผ่านมาและพึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

“ ความมั่ว บนความไม่มั่ว “ คำนิยามความหมายของคำว่า “ Improvisation “
นั้น ผู้ชี้ทางเป็นผู้บัญญัติขึ้น แรกๆเราก็ไม่เห็นด้วย คำว่า “ มั่ว “ มันแรงเกินไป เพราะคำว่า
“ มั่ว “ หมายถึง “ ความไม่รู้ “ แต่สิ่งที่เราเล่น เราว่าเรารู้ ว่าเรากำลังเล่นอะไร ?
แล้วจะบอกว่า “ มั่ว “ ได้อย่างไร ?

เขาตอบกลับมาว่า “ มั่ว คือ ความไม่รู้ “ เมื่อเล่นด้วยความไม่รู้ ก็แสดงว่า เรามิได้ใช้หลักการ
หรือทฤษฎีในการเล่น หลักการหรือทฤษฎีเกิดขึ้นหลังจากเราเล่นผ่านไปแล้ว ๆ ไปคิดย้อนหลังว่าสิ่ง
ที่เล่นผ่านไปนั้น มันคืออะไรบ้าง ? ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ต้องใช้หลักการหรือทฤษฎีเข้าไปวิเคราะห์

การเล่น Improvise โดยที่คุณใช้หลักการหรือทฤษฎีเข้าไปร่วมขณะที่เล่นอยู่นั้น เช่น
รู้ว่าทางเดินคอร์ดเป็นอย่างไร ? สเกลที่จะนำมาเล่นใช้สเกลอะไรได้บ้าง ? จะใช้อาร์เปจิโออะไรดี ?เป็นต้น
วิธีการนี้เปรียบเสมือนการคิดก่อนเล่น หรือพูดง่ายๆก็คือ มีการวางแผนการเล่นไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆ
และฟังดูดีด้วย ! แต่...คุณจะโดนตีกรอบความคิดโดยที่คุณไมรู้ตัว มันก็ไม่ต่างกับการที่คุณเป็นนักพูดที่ร่าง
หัวข้อเอาไว้ล่วงหน้า หรือเล่นตลกที่เตรียมมุขไว้แล้ว แรกๆอาจจะดูน่าสนใจ น่าฟัง หรือขำกลิ้งไปเลย ( มีความสุขทั้งผู้เล่นและผู้ชม )
แต่เมื่อผ่านไปหลายๆรอบ หลายๆ คืน ความซ้ำซากจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับตัวผู้เล่นเอง ความสุขที่เกิดขึ้นจากตัวผู้เล่น
และผู้ชมเองจะเท่ากับการเล่นครั้งแรกหรือไม่ ? ( ลองคิดดู ตรรกะง่ายๆ )

เปรียบดังเช่นเพลงแจ๊สทุกวันนี้ มาตรฐานนักดนตรียุคปัจจุบันฟันธงได้เลยว่าสูงกว่านักดนตรีสมัยก่อน ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แต่ทำไม ?
ผลงานที่ออกมากลับมีความสร้างสรรค์น้อยกว่าสมัยก่อนมาก ! จนบางทีฟังดูแล้วมันคล้ายๆกันไปหมด เหมือนสูตรสำเร็จยังไงไม่รู้...
เรื่องนี้ก็พิสูจน์กันได้ง่ายๆนิดเดียว ลองถามตัวเองสิว่า ผลงานระดับมาสเตอร์พีสที่คุณอยากได้หรืออยากฟัง 10อันดับต้นๆ
เป็นศิลปินในยุคใดมากกว่ากัน ?

เหตุที่ป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า มันเป็นไปตามสมการแห่งความคิดสร้างสรรค์ คือ ทักษะจะแปรผันตรงกับความคิดสร้างสรรค์
แต่ความรู้ในหลักการหรือทฤษฎีจะแปรผกผันกับความคิดสร้างสรรค์ แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า “ ทักษะสูงก็สร้างสรรค์อะไรได้เยอะ
ทักษะต่ำก็สร้างสรรค์อะไรได้น้อย รู้มากก็กลัว ไม่กล้าเล่น เมื่อไม่กล้าเล่น ต่อให้มีทักษะที่สูงก็ไม่ได้ใช้ เมื่อไม่ได้ใช้ทักษะที่สูง การสร้างสรรค์
งานก็ไม่เกิดขึ้น ในทางกลับกัน ไม่รู้ก็ไม่กลัว ไม่กลัวก็กล้าเล่น เมื่อกล้าเล่น การสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับทักษะ “

เมื่อมาถึงจุดนี้ก็อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่า “ ความรู้ในหลักการหรือทฤษฎีเป็นสิ่งไม่ดี หรือไม่จำเป็น หรือเป็นตัวอุปสรรคแห่งความคิดสร้างสรรค์ “
เหตุที่มันเป็นไปตามสมการแห่งความคิดสร้างสรรค์นั้นก็เพราะว่า “ กระบวนการเรียนรู้การศึกษาที่ผ่านมาที่เรานำมาใช้นั้น ไม่เหมาะสมกับ
การพัฒนาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจแห่งงานศิลปะ “ เมื่อรู้เหตุแห่งปัญหาแล้ว ก็แก้ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสม
ในที่นี้ขอเสนอให้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบจับต้น ชนปลาย ซึ่งสามารถศึกษาได้จากหมวดหมู่ ทฤษฎีใหม่แห่งการเรียนรู้ ( ไม่ขอกล่าวในที่นี้ )





***อ้างอิงจาก
http://www.oknation.net/blog/DRAGONFORCE/2007/11/08/entry-1

องค์ประกอบที่สำคัญของดนตรีแจ๊ส

ดนตรีแจ๊สมีองค์ประกอบสำคัญด้วยกัน 3 ประการ คือ

4.1 วิธีการเล่นด้นสดหรือคีตปฏิญาณ(Improvisation)***การเล่นด้นสดคือ การคิดท่วงทำนอง จังหวะ หรือการประสานเสียงในขณะบรรเลง ผู้บรรเลงมีความเป็นอิสระในการที่จะสร้างสรรค์ตัวโน้ต รายละเอียด และสีสันต่างๆ ของท่วงทำนอง และจังหวะขึ้นใหม่ในขณะที่บรรเลงเพลงหนึ่งๆในแต่ละครั้งซึ่งในแนวเพลงแบบอื่นไม่มี หรือถ้าจะมีก็เป็นเพียงแค่บางช่วงของเพลงเท่านั้น อย่างไรก็ตามแจ๊สมิได้เกิดขึ้นโดยการเล่นด้นสดทั้งหมด ส่วนใหญ่ดนตรีแจ๊สมักประกอบด้วยการบรรเลงจากการประพันธ์ประกอบกับการเล่นด้นสด ปกติการเล่นด้นสดเกิดขึ้นโดยผู้บรรเลงดนตรีแปรเปลี่ยนทำนองหลักไป ฉะนั้นรูปแบบของการบรรเลงจึงเป็นธีมและแวริเอชั่นเกิดขึ้นโดยผู้บรรเลงจะเสนอทำนองหลักก่อน จากนั้นเครื่องดนตรีเดี่ยวบางชิ้นจะแปรเปลี่ยนทำนองโดยการเล่นด้นสด บางครั้งการแปรเปลี่ยนทำนองอาจเป็นการบรรรเลงร่วมกันของเครื่องดนตรีเดี่ยว สองหรือสามชิ้น แต่ละตอนของการแปรเปลี่ยนและทำนองหลักมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคอรัส(chorus) ดังนั้นเพลงนั้นอาจจะมี 4-6คอรัส เป็นต้น โดยตอนแรกเป็นการเสนอทำนองหลัก

4.2 ลักษณะเฉพาะทางด้านจังหวะ (ที่เรียกว่าสวิง)จังหวะสวิง (swings) เกิดจากการบรรเลงจังหวะตบผนวกกับความรู้สึกเบา หรือลอยความมีพลังผ่อนคลายในที และการรักษาจังหวะให้สม่ำเสมอ โดยปกติเครื่องตี เช่น กลอง แฉ และเบส จะบรรเลงจังหวะตบ อัตราจังหวะของเพลงแจ๊สมักจะเป็นกลุ่ม 4 จังหวะ คือ 4/4 แต่จังหวะเน้นแทนที่จะลงที่บีท 1 และ 3 เหมือนในบทเพลงทั่ว ๆ ไป แต่แจ๊สกลับนิยมลงที่บีท 2 และ 4 ส่วนจังหวะขัดจะลงหนักระหว่างจังหวะตบทั้งสี่ นอกจากนี้การบรรเลงจริง ๆ มักจะยึดค่าตัวโน้ต ไม่ได้ลงจังหวะตามที่เขียนเป็นโน้ตเสียทีเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การบันทึกดนตรีแจ๊สเป็นโน้ตเพลงที่จะให้ถูกต้องจริง ๆ เป็นสิ่งที่กระทำได้ค่อนข้างยาก ด้วยจังหวะการบรรเลงดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้ที่ฟังดนตรีมีความรู้สึกอยากเคลื่อนไหวยักย้ายไปตามจังหวะดนตรี ทำนองก็เช่นเดียวกับจังหวะ มักมีการร้องเพี้ยนไปจากเสียงที่ควรจะเป็นไปตามบันไดเสียงเมเจอร์หรือไมเนอร์ที่แจ๊สใช้อยู่เสียงเพี้ยนมักจะต่ำกว่าเสียงที่ควรจะเป็น ตามปกติมักเกิดขึ้นในเสียงตำแหน่งที่ 3,5และ7ของบันไดเสียงลักษณะเช่นนี้เรียกว่า เบนท์หรือบลูส์โน้ต (blues note) สำหรับเรื่องเสียงประสานแม้จะใช้หลักการตามแบบของดนตรีคลาสสิก แต่ได้มีการพัฒนาในเรื่องของการสร้างคอร์ด ( Chord ) แปลก ๆ ขึ้น การจัดเรียงของคอร์ดตามแนวทางของดนตรีแจ๊ส ทำให้การประมานเสียงของดนตรีแจ๊สมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ที่ว่า...ดนตรีแจ๊สมีพื้นฐานในแบบของดนตรีบูลส์ (Blues Music) เพราะในดนตรีบูลส์ก็มีการเล่นที่เป็นแบบโน้ตคล้าย ๆ สวิงนี้เหมือนกัน แต่ในบูลส์เรานิยมเรียกการเล่นจังหวะของโน้ตแบบนี้ว่า Shuftle Feel

4.3 ลักษณะความเป็นปัจเจกภาพของนักดนตรีขนบธรรมเนียมของแจ๊ส (Jazz Tradition) เปิดโอกาสให้นักดนตรีสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้ปรากฏได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นลีลาอันนุ่มนวล,แข็งกระด้าง,การทอดเสียง,การสั่นไหว,การแปรทำนอง และเทคนิคต่าง ๆ โดยในขณะเดียวกัน ผู้ฟังที่มีประสบการณ์สามารถจะตระหนักรู้ได้โดยง่ายว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นการบรรเลงของนักดนตรีคนใด

***อ้างอิงจาก http://se-ed.net/kitatann/article/file/jazz04.html

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2550

คำคมวันนี้ 7 ธ.ค. 50

"ใบมีดโกน"

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

Postmodern Graphic Design:ในทัศนะ สรสิทธิ์ฯ

เพราะความที่มันยังไม่มีอะไร "ชัดเจน" และตัวข้าพเจ้า
ยังงุนงงงวยซวยอ่ะดิ (จะยกตัวอย่างอะไรดีมาให้ อ.ดู)
และมีคำศัพท์สแลงมากมายสำหรับงานในแนวนี้!!!!
.........ยอมรับโดยดีว่า ข้าพเจ้ายังจำแนกงาน
ออกแบบในแนวนี้ไม่ออก (พูดจริง!!!)แต่ถ้านำแนวคิด
ของมันมาเป็นตัวกำหนดแนวทางของงานที่จะออกแบบ ก็คงจะ
ทำให้ได้อะไรมาบ้าง รึปล่าว?

Postmodern:ยุคหลังสมัยใหม่ (ในทัศนะ สรสิทธิ์ฯ)

ข้าพเจ้าเข้าใจรึอาจจะไม่เข้าใจมัน มากนักสักเท่าไหร่
และข้าพเจ้ารับรู้แนวคิดทฤษฎี ของมันจนบางครั้งทำให้
ข้าพเจ้ารู้สึก "เอียน"หรือที่ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนี้ มันอาจ
เป็นการบ่งบอกได้ว่า ตัวข้าพเจ้าได้ถูกหล่อหลอมเข้าไป
ใน "ยุคหลังสมัยใหม่" นี้แว้วว HAHA...เหรอ?
และ "ทฤษฎีถ้าเรายึดติดมันเกินไปก็ดูจะรัดตัวเอาซะได้
ยืดหยุ่น บ้างพองามน่าจะสบายๆกว่า...ว่ามะ"

ป้ายกำกับ